วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Acetazolamide ยาเพื่อความปลอดภัยสำหรับทุกคนที่จะไปปีนเขาสูง?

ระยะหลังมานี้ กระแสท่องเที่ยวแนวปีนเขาสูงเป็นที่นิยมอย่างมาก หลายท่านที่ค้นหาข้อมูลเตรียมตัวไปเที่ยว คงคุ้นชื่อยา acetazolamide ที่แหล่งข้อมูลต่างๆ แนะนำให้ใช้เป็นยาป้องกันอาการ "altitude sickness" หรือ "mountain sickness"

ก่อนจะคุยกันเรื่องยานี้ คงต้องคุยเรื่องภาวะผิดปกติเมื่อขึ้นที่สูงนี้ก่อนครับ .. altitude (mountain) sickness พบได้ในผู้ที่ขึ้นไปในที่ที่่สูงกว่า 2400 เมตรหรือ 8000 ฟุตจากระดับน้ำทะเล ซึ่งในที่สูงระดับนี้ อากาศจะมีออกซิเจนเจือจาง ทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติ ซึ่งแสดงออกได้หลายแบบ เช่นมีอาการคล้ายเป็นไข้หวัด หรือเมาค้าง เพราะอาการส่วนใหญ่คืออ่อนเพลีย มึนงง ปวดศีรษะ มวนท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เลือดกำเดาไหล นอนไม่หลับ แขนขาบวม และในรายที่อาการรุนแรง อาจพบภาวะปอดคั่งน้ำและสมองบวม ซึ่งทำให้สติสัมปชัญญะเปลี่ยนแปลง หายใจลำบาก โคม่าและเสียชีวิตได้หากไม่รักษาอย่างทันท่วงที

ภาวะที่อันตรายเช่นนี้ สามารถป้องกันได้ครับ โดยิธีป้องกันนั้นมีหลายวิธีและควรทำควบคู่่กันไป ได้แก่ การค่อยๆ เพิ่มความสูงขึ้นไปทีละน้อย ไม่พรวดพราดขึ้นไปยอดเขาโดยนั่งเครื่องบิน นอกจากนี้ยังมีหลัก climb high-sleep low คือเมื่อนักปีนเขาได้สูงเท่าไร เมื่อจะนอน ก็ใช้ไต่ลงมาเล็กน้อย เพื่อที่ร่างกายจะได้ปรับตัวได้มากขึ้น นอกจากนี้ยานอนหลับ ยาที่ทำให้ง่วงรวมถึงแอลกอฮอล์ก็ต้องหลีกเลี่ยงเพราะเพิ่มโอกาสจะเกิดภาวะนี้ได้มากขึ้น

สำหรับ acetazolamide นั้น ใช้ก่อนขึ้นสู่ที่สูงอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันสำหรับผู้ที่ต้องขึ้นที่สูงและไม่มีเวลามากพอที่จะค่อยๆ เพิ่มความสูงทีละน้อย ยานี้จริงๆ แล้วเป็นยาลดความดันโลหิตและขับปัสสาวะ ดังนั้นจึงไม่ได้ปลอดภัยและเหมาะสมกับทุกคน นอกจากนี้ azetazolamide ยังเป็นยากลุ่ม sulfonamide หรือที่เรียกสั้นๆ ว่ายา "ซัลฟา" ซึ่งบางคนอาจแพ้ได้อย่างรุนแรง ดังนั้นก่อนจะใช้ยานี้จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพื่อประเมินอย่างครอบคลุม มิเช่นนั้นแล้ว อาจเกิดอาการข้างเคียงที่อันตรายหรือป้องกันไม่ได้ผล ทำให้การไปเที่ยวหมดสนุกก็เป็นได้นะครับ --- ภก.กิติยศ ยศสมบัติ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

แก้ไขปัญหา... โดยไม่ต้องพึ่งพายานอนหลับ


ปัญหานอนไม่หลับนั้นเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย กล่าวได้ว่าทุกท่านน่าจะเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีจากปัญหานอนไม่หลับ และต้องการการรักษาโดยใช้ยานอนหลับ ซึ่งแม้ว่าจะช่วยให้สามารถนอนได้ตามความประสงค์ แต่ก็ไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้แต่อย่างใด อีกทั้งหากต้องใช้ติดต่อกันหลายคืน จนสมองเริ่มมีการปรับเปลี่ยนการทำงาน  ก็จะสร้างปัญหาต่อเนื่องตามมาคือการติดยานอนหลับนั่นเอง เมื่อเกิดการติดยานอนหลับขึ้น ก็จะสร้างปัญหาตามมา ทั้งนี้เพราะสมองมีความทนต่อยามากขึ้น หากใช้ยานอนหลับในขนาดเดิม ก็มักไม่ได้ผลในเวลาที่เคยได้ผล ทำให้ระยะเวลาออกฤทธิ์สั้นลง และทำให้ง่วงได้น้อยลง ดังนั้นจึงต้องการยานอนหลับในขนาดที่สูงขึ้น จึงจะได้ผลดีเท่าเดิม และยิ่งใช้ยาในขนาดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งเร่งให้วงจรที่กล่าวมานี้เกิดได้เร็วขึ้น จนในที่สุดก็จะต้องพึ่งยานอนหลับเป็นตัวช่วยไปตลอด


ดังนั้นหากเป็นไปได้ การแก้ไขภาวะนอนไม่หลับโดยไม่ใช้ยา จึงเป็นวิธีการสำคัญที่ผู้ประสบปัญหานอนไม่หลับควรทดลองก่อน ทั้งนี้วิธีการต่างๆ ที่จะกล่าวต่อไปนี้ล้วนแล้วแต่มีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับในตำราวิชาการว่าเป็นวิธีการที่ได้ผลในเกณฑ์ดี และช่วยให้ผู้ป่วยนอนไม่หลับจัดการกับปัญหาของตนได้อย่างดี วิธีการแก้ไขปัญหานอนไม่หลับที่นำมาฝากในกระถินณรงค์ฉบับนี้ มีหลายวิธีดังนี้ครับ

1. ฝึกให้ตัวเองมีสุขอนามัยในการนอนที่เหมาะสม ทุกท่านอาจลองประเมินตัวเองว่ามีพฤติกรรมที่เหมาะสมตามหัวข้อดังนี้ หรือไม่ ถ้ายังขาดหัวข้อใด ก็หมายความว่าควรรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ตรงกับคำแนะนำต่อไปนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหานอนไม่หลับครับ

* เข้านอนและตื่นนอนตรงเวลา หลีกเลี่ยงการนอนดึกในวันหยุด และตื่นสายในเช้าวันหยุด
* อยู่บนเตียงเมื่อจะนอนเท่านั้น ไม่อ่านหนังสือ ดูทีวี หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ขณะอยู่บนเตียง
* ไม่นอนกลางวันโดยเฉพาะในช่วงบ่าย เพราะจะทำให้นอนหลับได้ยากในเวลาดึก
* ออกกำลังกายก่อนอาหารเย็น และไม่ทำกิจกรรมที่กระตุ้นให้ตื่นตัวในเวลาค่ำจนถึงดึก
* อาบน้ำอุ่นก่อนนอนประมาณ 2 ชั่วโมง
* ปฏิบัติตัวเพื่อความผ่อนคลายก่อนนอน เช่น ทำสมาธิ อ่านหนังสือ หรือสวดมนต์
* ปรับอุณภูมิในห้องนอนให้พอสบาย ไม่เย็นหรือร้อนเกินไป
* ไม่ดูนาฬิกาบ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อล้มตัวลงนอนแล้ว
* การทานอาหารมื้อเล็กๆ อาจช่วยทำให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น แต่หากเป็นอาหารมือหนักก็จะขัดขวางการนอน
* การไดรับแสงแดดสัก 30 นาทีในช่วงเช้าของทุกวัน จะช่วยปรับนาฬิกาชีวภาพทำให้นอนตอนกลางคืนได้ดีขึ้น
* ไม่ดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มปริมาณมากๆ ก่อนนอนเพราะการเข้าห้องน้ำหรือตื่นกลางดึกย่อมรบกวนต่อคุณภาพการนอน
* ไม่ผืน หากนอนไม่หลับ อาจลุกขึ้นไปทำกิจกรรมเบาๆ สัก 15–30 นาที จนรู้สึกง่วงจึงกลับมานอน
* หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ และโกโก้หลังบ่าย 3 โมงเป็นต้นไป


2.  สร้างวินัยในการนอนหรือการควบคุมเงื่อนไขการนอนให้คงที่ ซึ่งเป็นวิธีการบำบัดที่เน้นการสร้างความเชื่อมโยงของการนอนหลับเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม คุ้นเคย โดยเฉพาะเตียงนอนและห้องนอน วิธีการนี้จะพยายามรักษาระเบียบของร่างกายให้อ้างอิงกับเงื่อนไขของเวลาอย่างมาก ซึ่งเมื่อฝึกอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหานอนไม่หลับได้ วิธีการนี้ประกอบด้วยเงื่อนไขสั้นๆ ที่อาจทำได้ยากสักหน่อยในระยะเริ่มแรก ดังนี้  

* นอนบนเตียงเมื่อง่วงเท่านั้น
* หากนอนแล้วยังไม่หลับภายใน 15-20 นาที ให้ลุกจากเตียงแล้วทำกิจกรรมเบาๆ อย่างอื่น จนเมื่อง่วงจึงกลับมาที่เตียง
* ตื่นนอนเป็นเวลาเสมอไม่ว่านอนหลับไปอย่างพอเพียงหรือไม่ก็ตาม
* หลีกเลี่ยงการนอนกลางวันอย่างเด็ดขาด


3.   การจำกัดเวลานอนให้เหลือเฉพาะช่วงที่นอนอย่างมีประสิทธิภาพ (Sleep Restriction Therapy) เป็นวิธีการที่เน้นการสร้างประสิทธิภาพการนอนโดยเทียบกับเวลาที่ผู้ป่วยอยู่บนเตียงทั้งหมด วิธีการนี้ปฏิบัติโดยให้ผู้ป่วยที่มีปัญหานอนไม่หลับทำการบันทึกข้อมูลการนอนของตนเองเพื่อดูช่วงเวลาที่นอนหลับเมื่อเทียบกับเวลาที่อยู่บนเตียงทั้งหมด ผู้ป่วยที่ใช้เวลาหลับจริงบนเตียงน้อยกว่าร้อยละ  80 จะได้รับคำแนะนำให้ลดช่วงเวลาที่อยู่บนเตียงลงจนกว่าเวลาที่ใช้ในการนอนหลับจริงจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80-90 และในที่สุดเมื่อผู้ป่วยมีประสิทธิภาพการนอนได้ถึงร้อยละ 90 คือใช้เตียงเพื่อการนอนหรือนอนหลับได้เร็วเป็นที่น่าพอใจ จึงค่อยเข้านอนให้เร็วขึ้นอีกสัปดาห์ละ 15 นาที

4. การฝึกโปรแกรมความคิด (Cognitive Therapy) ได้แก่การฝึกค้นหาหรือวิเคราะห์ความคิดของตนเองที่รบกวนการนอนแล้วพยายามผ่อนคลาย เลิกคิด ปล่อยวางหรือเปลี่ยนมุมมองความคิดใหม่ วิธีการเช่นนี้มีความเหมาะสมกับผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับจากความวิตกกังวล รวมทั้งผู้ที่เผชิญกับเรื่องราวอันเลวร้ายต่างๆ ตัวอย่างเช่นเมื่อต้องตื่นเช้ากว่าปกติ สัก 15 นาทีเพื่อออกเดินทางไปต่างจังหวัด บางท่านอาจนอนไม่หลับเพราะเมื่อล้มตัวลงนอนแล้ว เกิดความคิดที่เป็นกังวลว่าจะตื่นไม่ทันเวลา ทำให้กระวนกระวายใจจนนอนไม่หลับ ก็ให้คิดใหม่เสียว่าเรานั้นได้ตั้งนาฬิกาปลุกแล้วเป็นที่เรียบร้อย ไม่มีอะไรต้องกังวล อีกทั้งถ้าไม่ทันจริงๆ ก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากนัก เพราะว่าอีกเพียง 15 นาทีก็จะเป็นเวลาปกติที่เราต้องตื่นอยู่แล้วเป็นอัตโนมัติ เพียงเท่านี้ก็อาจช่วยผ่อนคลายและทำให้นอนหลับได้ง่ายมากขึ้น

นอกจากวิธีการต่างๆ ข้างต้นที่ผมนำมาฝากในกระถินณรงค์ฉบับนี้ ยังมีวิธีการอื่นๆ อีกหลากหลายที่ช่วยแก้ไขปัญหานอนไม่หลับ อาทิเช่นการออกกำลังกายเบาๆ อย่างโยคะ ไทเก็ก หรือชี่กง นั้นมีส่วนช่วยส่งเสริมการนอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้แต่เพียงการฝึกหายใจยาวๆ แบบโยคะและการเคลื่อนไหวช้าๆเป็นจังหวะแบบไทเก็ก  ก็ให้ผลผ่อนคลายสร้างเสริมการนอนทั้งสิ้น นอกจากนี้การฝึกสมาธิ ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้การนอนเป็นไปได้ด้วยดี ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นการปรับสมดุลของสรีระวิทยาของร่างกายให้เหมาะสมต่อการนอน รวมทั้งช่วยลดความวิตกกังวลซึ่งรบกวนการนอนหลับ สำหรับวิธีการอื่นๆ ที่ช่วยแก้ไขปัญหานอนไม่หลับ เช่นการจัดการความเครียด การฝึกหายใจ (diaphragmatic breathing exercise) การฝึกควบคุมประสาทอัตโนมัติ (autogenic training) การสะกดจิตตนเอง(self hypnosis) และการฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ(muscle relaxation training) ผมจะมาขยายความในโอกาสต่อไปครับ

ฝากทิ้งท้ายข้อคิดสักนิดว่าการนอนอย่างพอเพียงเป็นสิ่งสำคัญ อีกทั้งต้องนอนอย่างมีคุณภาพ คือนอนในเวลาที่เหมาะสม ไม่ดึกเกินไปและไม่ตื่นสายเกินควร เวลาการเข้านอนและการตื่นนอนค่อนข้างคงที่ อีกทั้งเมื่อนอนตื่นมาควรรู้สึกสดใส กระปรี้กระเปล่า จึงมีมีประโยชน์ต่อร่างกาย การนอนไม่หลับหรือนอนอย่างไม่มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งคุกคามสุขภาพของทุกท่าน และควรเร่งแก้ไข อย่าปล่อยไว้จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ... สำหรับยานอนหลับนั้น เป็นเพียงทางลัดที่แก้ไขปัญหาเฉพาะคืน แต่ก็สร้างปัญหาอื่นๆ ต่อเนื่องตามมาจนไม่น่าใช้ถ้าไม่จำเป็น ... ราตรีสวัสดิ์ครับ